ReadyPlanet.com
dot dot
เพื่อชีวิตในยุคธุรกิจเทปเพลง

* เพลงเพื่อชีวิตยุคธุรกิจเทปเพลง (..2525-ปัจจุบัน)

“โอ้ยอดรักฉันกลับมา         จากขอบฟ้าที่ไกลแสนไกล                จากโคนรุ้งที่เนินไศล         จากใบไม้หลากสีสัน           ฉันเหนื่อย  ฉันเพลีย  ฉันหวัง”

(สุรชัย  จันทิมาธร, เพลง ‘คืนรัง’)

 

การกลับมาของคาราวานและเพื่อนร่วมสมัยร่วมอุดมการณ์  ที่บอบช้ำจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขาประเทศไทยอาจบรรยายได้ด้วยเพลง  “คืนรัง”  พวกเขาไม่ได้กลับมาเพื่อ  “กรีดเลือดพาลล้างลานโพธิ์”  อีกต่อไปแล้ว  แต่มาพร้อมบาดแผลและข้อกล่าวหาที่หลายคนบอกกันว่า  “มีการกระทำอันไม่เป็นคอมมิวนิสต์”  และในขณะเดียวกัน  คอนเสิร์ตเพื่อยูนิเซฟที่หอประชุมใหญ่  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  (ถึงจะไม่ลานโพธิ์)  ที่ประกาศถึงการ  “คืนรัง”  ของพวกเขา  ก็ถือเป็นการเริ่มกระแสยุคที่ 3  ของเพลงเพื่อชีวิต  ซึ่งเป็นการปรับเข้าสู่ระบบธุรกิจดนตรียุคใหม่  การแสดงสดวันนั้นนำไปสู่เทปเพลงชุดแรกของการกลับมาและชุดแรกในสัญญาทำเทป  3  ชุดกับบริษัทอีเอ็มไอ  ประเทศไทย  แม้ว่าจะไม่ใช่สัญญาที่มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์  แต่สำหรับเพลงเพื่อชีวิตที่เคยถูกตั้งความคาดหวังดังหนึ่งเป็นกิจกรรมสาธารณะ นั่นคือมูลค่าที่เกินความคาดหมาย

ความคาดหวังทำนองนั้นยังคงฝังรากลึกผ่านช่วงเวลายาวนาน  และนำมาโยงใยกันยุ่งเหยิงระหว่างทัศนะคนเขียนบรรเลงเพลงเพื่อชีวิตกับการใช้ชีวิตของพวกเขา  ไม่เว้นแม้กระทั่งการทดลองทางแนวดนตรี  ช่วงหนึ่งสุรชัย  จันทิมาธร  ในคอนเสิร์ตเพื่อยูนิเซฟ  ครั้งที่ 2  คาราวานถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงกับการใช้วงร็อกเป็นแบ็กอัป  ไม่เพียงแต่ประเด็นความบกพร่องไม่สมบูรณ์ทางการแสดง  แต่โยงไปถึงอุดมการณ์

 

แต่การเรียนรู้และฝึกฝนตัวเองให้ยืนอยู่ได้ในระบบการแข่งขันของธุรกิจเพลงไทย  ทำให้คาราวานสามารถยืนหยัดในฐานะมืออาชีพและความเป็นอิสระในวิถีทางของตนระดับหนึ่งที่ชัดเจน  และทำให้พวกเขายืนระยะอยู่บนการยอมรับของแฟนเพลงเก่าๆ  ได้ในที่สุด  แต่วงที่ประสบความสำเร็จจริงๆ  ในการ  “จัดการ”  กับระบบธุรกิจ  และกลายเป็นวงเพื่อชีวิตที่ประสบความสำเร็จสูงสุด  คือ  คาราบาว  ที่เกิดไล่หลังแฮมเมอร์ไม่นานนัก

 

“วณิพก”  คือความสำเร็จที่ปลุกกระแสเพลงเพื่อชีวิตขึ้นมากลายเป็นกระแสใหญ่ของวงการเพลงไทยอย่างที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องบังเอิญ  คาราบาวทำงานหนัก  การตระเวนแสดงอย่างเข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ  คือพื้นฐานสำคัญของความสำเร็จ  และในที่สุดเมื่อองค์ประกอบทุกอย่างสมบูรณ์แบบ  “เมด  อิน  ไทยแลนด์”  ก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ในทุกๆ  ด้าน

 

พงษ์เทพ  กระโดนชำนาญ,  โฮป,  คนด่านเกวียน,  กะท้อน,  คีตาญชลี,  นิรนาม  (ในยุคแรก)  มาจนถึง  ซูซู,  พงษ์สิทธิ์  คัมภีร์,  อินโดจีนและอีกหลายคน  หลายวง  รวมถึงงานเดี่ยวของสมาชิกวงคาราวาน  คาราบาว  จะมากจะน้อยก็ล้วนมีส่วนหนุนเนื่องให้กระแสเพลงเพื่อชีวิตยุคที่ 3  ถาโถมรุนแรงจนถึงที่สุด

 

แต่ในขณะเดียวกัน  เพลงเพื่อชีวิตยุคที่ 3  ก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปอีกระดับหนึ่งจากบทเพลงประท้วง  เพลงแห่งอุดมการณ์  กลายมาเป็นเพลง  “สะท้อนสังคม”  ที่คลายความรุนแรงลงไปตามกระแสการเมืองและความเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เคลื่อนสู่สังคมทุนนิยม  บริโภคนิยม  (ไม่  นับรวมบางส่วนในงานเพลงของคาราบาวที่แตกกระแสไปเป็น  “เพลงการเมือง”  อย่างชัดเจนนับตั้งแต่งานชุด อเมริโกย)

 

จุดเปลี่ยนของกระแสเพลงเพื่อชีวิตในยุคนี้ได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายโดยเฉพาะในกลุ่มปัญญาชนผู้ที่ยังยึดถือกรอบบทเพลงยุค  14  ตุลา  ทั้งนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะกระแสเพลงเพื่อชีวิตยุคหลัง 6 ตุลา 19  ไม่ได้ทำหน้าที่เชื่อมต่อยุคประชาธิปไตยเบ่งบานกับยุคปัจจุบันได้  ส่วนที่น่าจะเป็นรอยต่อได้ในบางจุดอย่างแฮมเมอร์ก็ผ่านเข้ามาสู่ยุคปัจจุบันอย่างกระท่อนกระแท่น ถึงที่สุดแล้วในภาพที่เด่นชัด  จึงมีเพียงคาราวานที่ผ่านเข้ามาจากจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้

 

กรอบกำหนดนั้นทำให้หลายคนปฏิเสธแนวทางมวลชนที่นำคาราบาวข้ามพ้นจากเขตแดนแคบๆ ของกลุ่มคนฟังระดับปัญญาชน  หลายคนเกิดวิกฤตศรัทธากับลีลาชีวิตของศิลปินเพลงแขนงนี้  บางคนถึงกับเหยียดหยามศิลปินนอกสายคนแรกๆ ที่เอาเพลงเพื่อชีวิตไปร้องใหม่และหลายคนเหลือเพียงคาราวานเป็นสรณะสำหรับเพลงเพื่อชีวิต

 

ความชอบ  รสนิยม  การคาดหวัง  การกำหนดสถานการณ์ให้คุณค่าแก่เพลงเพื่อชีวิตในกรอบที่แตกต่างกันของแต่ละคน  แต่ละกลุ่มเป็นสิ่งที่ไม่อาจหักล้าง  และอาจไม่จำเป็นด้วย  แต่ในภาพรวมแล้ว  การทบทวนความคิดและนิยามของเพลงเพื่อชีวิตกันใหม่เป็นสิ่งจำเป็น  เพราะไม่ใช่ว่าทุกเพลงของศิลปินที่ได้รับการประทับตราให้อยู่ในปีกเพื่อชีวิต  จะเป็นเพลงเพื่อชีวิตโดยกลไกของตราประทับนั้น  และไม่ใช่ว่าเพลง “ดอกไม้ให้คุณ” เมื่อร้องโดย ดนุพล  แก้วกาญจน์  เรื่อยมาจนถึง  อรวี  สัจจานนท์  และงานเพลงคาราวบาว จากเสียงของนรีกระจ่าง  คันธมาส  จะไม่ใช่เพลงเพื่อชีวิตอีกต่อไป

 

อีกด้านหนึ่ง  บางเพลงของเฉลียง  งานยุคแรกของอัสนี-วสันต์  โชติกุล  บางส่วนในงานของ ธเนศ  วรากุลนุเคราะห์ งานของจรัล  มโนเพ็ชร  และเพลงในแบบของฤทธิพร  อินสว่าง  คือส่วนที่ไม่อาจคัดแยกออกจากกระแสเพลงเพื่อชีวิตอย่างเด็ดขาดได้

 

อย่างไรก็ตาม  ประเด็นสำคัญก็คือในยุคปัจจุบัน  เพลงเพื่อชีวิตได้เข้ายึดครองเขตแดนที่แน่นอน  บริเวณหนึ่งในตลาดเพลงไทยแล้ว  นั่นคือ  ความสำเร็จ  และในทางยุทธศาสตร์ พันธมิตรที่ขยายวงออกไปก็เป็นสิ่งที่ควรยินดี  อีกด้านหนึ่ง  การดื่มอย่างดื่มด่ำกับเพลงเพื่อชีวิตในผับเพื่อชีวิต  และภาพสาวงามในเทปคาราโอเกะเพลงเพื่อชีวิต  หากจะถือว่าเป็นผลพวงธรรมดาของระบบธุรกิจ  ก็ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนราคาแพงแต่อย่างใด

 

ปัญหาที่น่าสนใจมากกว่าจึงอยู่ที่ว่าหลังยุคต่อจากนี้ไป  กระแสเพลงเพื่อชีวิตจะสาดซัดไปทางใด

 

วันนี้ของกระแสเพลงเพื่อชีวิตเริ่มต่ำลง  หลายคนตั้งข้อสังเกตถึงภาวะที่ถดถอย  เพลงที่สร้างออกมาใหม่ๆ ดูจะไม่มีพลังหรือมนต์ขลังเท่ากับเพลงของวันวาน  ในที่สุดก็เกิดคำถามว่า   เพลงเพื่อชีวิตตายแล้วหรือยัง!

 

* เพลงใต้ดิน

เพลงใต้ดิน  มุ่งเน้นที่ปรัชญาความคิด  ถึงแม้ดนตรีที่ออกมาจะไม่แพรวพราว  แต่เป็นความเรียบง่ายที่ออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกรับกับน้ำเสียงกับคำร้องในเนื้อหาที่มีสาระต่อสังคม  ซึ่งเริ่มจับต้องได้ในบ้านเราน่าจะเป็นช่วงหลัง 14 ตุลา 16  ควบคู่มากับกระแสการต่อสู้ของนักศึกษา  เพื่อแสวงหาแนวร่วมทางความคิดดังเช่น  คาราวาน  กรรมาชน  คุรุชน  โคมฉาย  กงล้อ  และต้นกล้า   ที่ทำเทปออกมา    แล้วก็ขายกันใต้ดิน     คือไม่มีการเปิดตามสถานีวิทยุ    ไม่มีค่ายเทปมาวางแผนโปรโมท และจัดจำหน่าย  ไม่มีการโปรโมท  มีเพียงโปสเตอร์และสื่อสิ่งพิมพ์ที่กล่าวถึงเท่านั้น  การสร้างกระแสตรงนี้ถือได้ว่า  เป็นการขยายแนวคิดและส่งผลสะเทือนอันต่อเนื่อง  เสมือนลูกโซ่ที่ถักร้อยต่อเนื่องมาสู่กลุ่มของผู้สร้างดนตรีแนวนี้ในปัจจุบันให้มีความหลากหลายมากขึ้น  ทั้งแนวคิดและสไตล์ของการสร้างงาน  เป็นการหว่านเมล็ดพืชพันธุ์อิสระให้แย้มกลีบบานสะพรั่งในสวนดนตรี  เพื่อที่ว่าคนฟังจะได้มีตัวเลือกใหม่ในการซื้อ

 

เทปใต้ดินเป็นการผลิตงานที่หัวใจต้องการออกมาโดยไม่มีธุรกิจเข้ามาควบคุม  เน้นความคิด  และขายโดยไม่ผ่านสื่อที่ควบคุมโดยค่ายเพลง

 

เพลงใต้ดิน  ถึงแม้จะมีจุดยืนที่เหมือนกัน  แต่แนวเพลงของแต่ละคนต่างมีความหลากหลาย  และมีลักษณะเฉพาะของตนเอง  เป็นความรู้สึกที่ต้องการสื่อออกมา  มีเรื่องราวและท่วงทำนองซึ่งผ่านการคิดค้นขึ้นมาเอง  โดยไม่ได้มองว่าตลาดจะให้ความสนใจมากน้อยแค่ไหน

 

ถึงแม้เทปนอกระบบเหล่านี้อาจจะไม่เข้าตาคนที่จะทำการโปรโมชั่น  เพราะกระแสโปรโมชั่นในยุคนี้จะจับแนวดนตรีที่เร็วและกระชับ พร้อมกับต้องมีรูปร่างหน้าตาที่เป็นบุคลิกของคนสมัยใหม่วัยรุ่นรับได้  คนทำเพลงใต้ดินเหล่านี้ก็สำนึกตลอดเวลาว่าพวกตนล้วนไม่ใช่คนที่ต้องการขายหน้าตา  หากแต่คุณค่าของเพลงที่พวกเขานำเสนอควรจะอยู่ที่ความคิดและจิตใจที่ดีงาม  ทำงานเพื่อส่วนรวม  มองปัญหารอบตัวและสร้างพื้นฐานจากสิ่งที่ตนเองมีอยู่!

 

 

ที่มา : คัดจากจุลสารประกอบงานรำลึก 25 ปี 14 ตุลา รวบรวมและจัดทำโดยกลุ่มศิลปวัฒนธรรมเพื่อชีวิต ใช้เป็นเอกสารประกอบการเสวนา “เส้นทางเพลงเพื่อชีวิต” ในงานรำลึก 25 ปี 14 ตุลา วันที่ 10-14 ตุลาคม 2544







dot
แนะนำร้านในสื่อต่างๆ
dot
bulletนิตยสาร SAWASDEE
bulletนสพ.กรุงเทพธุรกิจ
bulletนสพ.BTS
dot
HOME
dot
bulletพิมพ์ส่วนลดค่าอาหาร
bulletรับสมัครงาน
bulletตำนานเพลงเพื่อชีวิต
bulletเพื่อชีวิตในยุคธุรกิจเทปเพลง
dot
Newsletter

dot
bulletreadyplanet
bullethotmail
bulletsanook
bulletkapook
bulletGoogle
dot
ทีวี/เคเบิล
dot
bulletช่อง 3
bulletช่อง 5
bulletช่อง 7
bulletรายการช่อง 9
bulletITV
dot
เวบไซด์เพื่อชีวิต
dot
bulletไทยคลีนิค (สุขภาพกาย)
bulletปัญหาสุขภาพจิต
bulletสมุนไพรกับการรักษา
bulletโหระพา เว็บรวมเมนูอาหาร
bulletเว็บแนะนำท่องเที่ยวไทย
bulletเวบรวมซื้อ-ขายสินค้ามือสอง
bulletชุมชนคนรักเพลงเพื่อชีวิต
bulletเทคนิคตกแต่งรูปภาพ
bulletราคาทองคำ
bulletค้นหาเบอร์โทรศัพท์
bulletตรวจสลากกินแบ่ง
bulletจส.100
dot
เดินทาง/เส้นทาง
dot
bulletการบินไทย
bulletนกแอร์
bulletรถไฟ
bulletบขส.
bulletขสมก.รถเมล์
bulletรถไฟฟ้าBTS
bulletรถไฟฟ้าใต้ดิน
dot
หนังสือพิมพ์
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletไทยโพสต์
bulletผู้จัดการ
bulletมติชน
bulletปรชาชาติธุรกิจ
bulletคมชัดลึก
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletสยามกีฬา
dot
ฟังเพลงออนไลน์
dot
bulletลูกทุ่ง-เพื่อชีวิต
bulletฟังเพลงคาราบาว
bulletเพื่อชีวิตรวมค่าย(รุ่นเก่า-ใต้ดิน)
bulletวงคาราวาน




RAINTREE (จามจุรี) 116/63-34 ซอยร่วมจิต ถนนรางน้ำ พญาไท ราชเทวี กทม.10400 โทร 01-926-1604 และ 02-245-7230